ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม พายุ หรือดินถล่ม เป็นภัยที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวซึ่งพึ่งพา “ความเชื่อมั่น–ความปลอดภัย–ภาพลักษณ์ของพื้นที่” เป็นหัวใจสำคัญ ในปี 2568 หลายจังหวัดภาคใต้ เช่น สงขลา สตูล นครศรีธรรมราช พัทลุง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เผชิญน้ำท่วมหนักที่ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า และชุมชนท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักเป็นวงกว้าง
การฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวหลังภัยพิบัติ จึงไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมสถานที่ แต่รวมถึงการสร้างความไว้วางใจของนักท่องเที่ยว การฟื้นระบบบริการ การจัดการภาพลักษณ์ปลายทาง และการประสานงานระหว่างรัฐ–เอกชน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ UN Tourism ที่ระบุว่า “post-disaster tourism recovery ต้องผสาน 3 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัย การสื่อสาร และการฟื้นเศรษฐกิจ” (UNWTO, 2020) ซึ่งประมวลได้ 7 แนวทาง ดังนี้
1) ประเมินสถานการณ์หลังน้ำลดอย่างเป็นระบบ (Rapid Damage & Needs Assessment)
1.1 ความปลอดภัยของพื้นที่ (Safety Audit)
หลังจากระดับน้ำในหลายจังหวัดภาคใต้เริ่มลดลง การตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่เป็นขั้นตอนเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายใน 24–72 ชั่วโมงแรก เพราะถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจเปิดเมืองและฟื้นฟูการท่องเที่ยว กระบวนการตรวจสอบครอบคลุมการประเมินความพร้อมของถนนและเส้นทางเข้าถึงที่อาจถูกตัดขาด หรือเกิดรอยแยกจากแรงน้ำ การตรวจสอบระบบไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสื่อสาร ที่อาจยังไม่เสถียรหลังถูกน้ำท่วม ตลอดจนการประเมินความมั่นคงของอาคาร โรงแรม รีสอร์ต และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่อาจมีโครงสร้างอ่อนตัวจากความชื้นหรือแรงดันน้ำ นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก ชายหาด และเส้นทางเดินป่า ต้องได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติม เนื่องจากดินอุ้มน้ำอาจทำให้เกิดดินถล่ม กระแสน้ำเปลี่ยนทิศ หรือเกิดหลุมยุบโดยไม่คาดคิด การสื่อสารผลการประเมินอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้นักท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ และฟื้นความเชื่อมั่นของผู้เดินทางหลังน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
1.2 ความเสียหายต่อธุรกิจบริการ (Service & Operational Damage)
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเร่งประเมินความปลอดภัยด้านกายภาพ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเองก็ต้องประเมินความเสียหายภายในสถานประกอบการอย่างละเอียด เพื่อวางแผนกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ธุรกิจที่พักอาจเริ่มจากการตรวจสอบจำนวนห้องพักที่สามารถใช้งานได้จริงหลังน้ำลด เนื่องจากหลายแห่งอาจประสบปัญหาเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และผนังภายในอาคารเสียหายจากความชื้นสูง ถัดมาคือการประเมินระบบจองห้องพักให้สอดคล้องกับจำนวนห้องที่ใช้ได้จริง ระบบอินเทอร์เน็ต และระบบสื่อสารต่าง ๆ ที่อาจหยุดชะงักในช่วงน้ำท่วม รวมถึงความพร้อมของพนักงาน ซึ่งบางส่วนอาจได้รับผลกระทบส่วนตัว เช่น บ้านถูกน้ำท่วม ทำให้ยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ อุปกรณ์ให้บริการ เช่น เรือท่องเที่ยว รถนำเที่ยว รถเช่า หรืออุปกรณ์กิจกรรมทางทะเล ก็ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียดก่อนนำกลับมาใช้งาน กระบวนการประเมินนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนงบประมาณและระยะเวลาฟื้นฟูได้แม่นยำ พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับเมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่พื้นที่ในช่วงฟื้นตัว
1.3 ความเสียหายด้านภาพลักษณ์ (Image Impact)
แม้โครงสร้างพื้นฐานและสถานประกอบการจะฟื้นตัวได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่ “ความเสียหายด้านภาพลักษณ์” มักเป็นสิ่งที่ฟื้นช้าที่สุดและสร้างผลกระทบระยะยาวต่อภาคการท่องเที่ยว งานของ Beirman (2020) ชี้ว่า ภาพข่าวความเสียหายระดับรุนแรง ภาพน้ำท่วมสูง ข้าวของลอยเกลื่อน หรือการแชร์เหตุการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียในช่วงวิกฤต เป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดความเชื่อมั่น แม้พื้นที่จะกลับมาปลอดภัยแล้วก็ตาม ในกรณีน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ 2568 ภาพและคลิปไวรัลจำนวนมากถูกเผยแพร่ต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการรวบรวม วิเคราะห์ และทำความเข้าใจว่าเนื้อหาประเภทใดส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ และเนื้อหาประเภทใดสามารถนำมาใช้พลิกสถานการณ์ได้ การวิเคราะห์เชิงลึกนี้จะช่วยให้หน่วยงานท่องเที่ยวและผู้ประกอบการออกแบบแผนการสื่อสารเชิงบวกในระยะฟื้นตัว เช่น การเผยแพร่ภาพพื้นที่หลังฟื้นฟูแล้ว การเล่าเรื่องราวของลูกค้ากลุ่มแรกที่กลับมาใช้บริการ หรือการอัปเดตสถานะความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวแบบรายวันเพื่อสร้างความมั่นใจใหม่ กระบวนการฟื้นภาพลักษณ์เช่นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้พื้นที่สามารถกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมได้อีกครั้งหลังจากเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่

2) การสื่อสารในภาวะวิกฤต: โปร่งใส รวดเร็ว และสร้างความมั่นใจ
หลังน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ การสื่อสารคือเครื่องมือสำคัญที่สุดที่มีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วนสามารถขยายความวิตกกังวลและทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่เป็นเวลานาน แม้สถานการณ์จริงจะปลอดภัยแล้วก็ตาม การสื่อสารอย่างเป็นระบบตามแนวคิดของ Ritchie (2004) จึงต้องเริ่มจากการรายงานสถานการณ์แบบทันที เช่น ระดับน้ำล่าสุด จุดที่เข้าถึงได้และจุดเสี่ยง ระบบไฟฟ้า–ประปาที่กลับมาใช้งานได้ รวมถึงการเปิด–ปิดของแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้ช่องทางออนไลน์ที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงง่าย เช่น Facebook Page จังหวัด สายด่วนท่องเที่ยว Line OA หรือ Google Maps ซึ่งสามารถปรับสถานะสถานประกอบการได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ การนำเสนอภาพเปรียบเทียบ Before–After จะช่วยสร้างความมั่นใจอย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้ติดตามเห็นภาพการฟื้นฟูจริง ไม่ใช่แค่คำบอกเล่า การสื่อสารที่มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา และอัปเดตสม่ำเสมอ จึงเป็นหัวใจที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวค่อย ๆ กลับมาในช่วงหลังน้ำท่วมครั้งนี้
3) กลยุทธ์การตลาดเพื่อฟื้นฟูนักท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม (Tourism Recovery Marketing)
เมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ การฟื้นตัวด้านการตลาดต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยอิงจากผลการศึกษาของ Henderson (2021) ที่ชี้ว่าในช่วงหลังภัยพิบัติ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นกลุ่มแรกคือ นักท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวชาวไทยที่พร้อมเดินทางเร็ว ดังนั้น การทำแคมเปญระยะสั้น เช่น ส่วนลดค่าที่พัก แพ็กเกจที่มีข้อเสนอ เช่น พัก 3 จ่าย 2 สามารถกระตุ้นความสนใจและช่วยหมุนเวียนรายได้เข้าสู่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบได้ดี นอกจากนี้ การเชิญ Influencers หรือนักสร้างคอนเทนต์ลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดภาพจริงของการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทำให้นักท่องเที่ยวเห็นว่า “พื้นที่กลับมาปลอดภัยแล้วจริง ๆ”

4) การฟื้นเศรษฐกิจชุมชนท่องเที่ยว (Community Tourism Recovery)
ภาคใต้มีชุมชนท่องเที่ยวจำนวนมากที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว น้ำท่วมครั้งนี้จึงส่งผลให้หลายครัวเรือนสูญเสียทั้งทรัพย์สินและรายได้ในเวลาเดียวกัน การฟื้นเศรษฐกิจชุมชนจึงต้องดำเนินควบคู่กับการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ โดยมีงานวิจัยของ Tsai & Chen (2021) สนับสนุนว่า “หากชุมชนท้องถิ่นฟื้นตัวได้ก่อน ภาคการท่องเที่ยวโดยรวมจะฟื้นกลับมาเร็วขึ้น” ในบริบทน้ำท่วมภาคใต้ การจัดตลาดชุมชนพิเศษหลังน้ำลด เช่น ตลาดอาหารพื้นบ้าน ตลาดสินค้าทำมือ หรือตลาดช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วยทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบ Responsible Tourism เช่น เส้นทางเรียนรู้ผลกระทบ–การฟื้นตัว หรือกิจกรรมอาสาสมัครในชุมชน จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกไปในตัว ผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนยังสามารถได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดออนไลน์ การถ่ายภาพสินค้า หรือการเชื่อมต่อแพ็กเกจเที่ยวร่วมกับโรงแรมในเมือง ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นในช่วงฟื้นฟู

5) ฟื้นฟูบุคลากรและระบบบริการภาคท่องเที่ยว (Human Resources & Service Operation Recovery)
รกิจท่องเที่ยวและบริการไม่สามารถฟื้นได้หาก “คน” ยังไม่พร้อม น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ทำให้พนักงานจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น บ้านเรือนเสียหาย การเดินทางติดขัด หรือมีภาระต้องดูแลครอบครัว ส่งผลให้กำลังคนไม่พร้อมเปิดให้บริการทันที แม้อาคารสถานที่ฟื้นตัวแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเริ่มจากการดูแลสวัสดิการระยะสั้น เช่น การสนับสนุนที่พักชั่วคราว ค่าเดินทาง หรือเงินช่วยเหลือตามสมควร ควบคู่กับการอบรมพนักงานเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยหลังน้ำท่วม เช่น การตรวจสอบอาคารเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพ และการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ระบบงานหลังบ้าน เช่น ระบบจอง ห้องครัว ระบบไฟฟ้า ระบบ POS และอินเทอร์เน็ต ต้องได้รับการตรวจสอบและทดสอบอย่างครบถ้วนก่อนกลับมาให้บริการจริง การเตรียมบุคลากรให้พร้อมทั้งด้านทักษะและสภาพจิตใจคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริการกลับมามีคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มาเยือนอีกครั้ง

6) ความร่วมมือภาครัฐ–เอกชนในช่วงฟื้นฟู (Public–Private Partnership for Recovery)
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2568 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงลำพัง หน่วยงานภาครัฐ สมาคมธุรกิจ และผู้ประกอบการต้องร่วมมือกันในลักษณะ “พันธมิตรการฟื้นตัว” หรือ Public–Private Partnership (PPP) ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ OECD (2021) ที่ระบุว่า ความร่วมมือแบบ PPP สามารถลดระยะเวลาฟื้นตัวลงได้ถึง 30–50% เมื่อเทียบกับการทำงานแยกส่วน ในกรณีภาคใต้ ความร่วมมือนี้อาจเริ่มจากการบูรณาการข้อมูลระหว่าง ททท. ปภ. กระทรวงคมนาคม อบต./เทศบาล สมาคมโรงแรม และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อรายงานความพร้อมของพื้นที่และวางแผนสื่อสารร่วมกัน นอกจากนี้ การทำแคมเปญระดับภูมิภาค เช่น “South Strong Together” ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้พื้นที่ทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ความร่วมมือแบบองค์รวมนี้จะทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นรวดเร็ว เป็นระบบ และมีพลังมากกว่าการดำเนินงานเฉพาะรายอย่างชัดเจน
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนบทบาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่อชุมชน คือโรงแรมออร่า หาดใหญ่ ที่เปิดพื้นที่ให้ที่พักแก่อาสาสมัครจากหลายมูลนิธิมากกว่า 100 คน พร้อมทั้งสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มสำหรับภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย การดำเนินงานเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้ระบบการกู้ภัยทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังแสดงให้เห็นว่าธุรกิจท่องเที่ยวสามารถเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นตัวของเมืองในช่วงวิกฤตได้เช่นกัน

7) แนวทางระยะยาวสร้างความทนทานต่อภัยในอนาคต (Tourism Resilience & Preparedness)
แม้การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่เป็นภารกิจเร่งด่วน แต่การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือภัยพิบัติในอนาคตเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยซ้ำซาก งานศึกษาของ Becken (2021) ชี้ว่าการสร้าง Resilient Tourism คือการทำให้ระบบท่องเที่ยว “ฟื้นตัวได้เร็ว ลดความเสี่ยง และดำเนินต่อได้แม้เกิดเหตุไม่คาดฝัน” ซึ่งเริ่มจากการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาและแจ้งเตือนผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวยังจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันน้ำท่วม เช่น การยกพื้นเครื่องจักร ห้องไฟฟ้า หรือการสร้างพื้นที่ระบายน้ำภายในรีสอร์ต รวมถึงทำคู่มือปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานตอบสนองได้อย่างถูกต้องทันที ในมิติเชิงเทคโนโลยี การใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยง การติดตามความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวผ่านโซเชียล และการวิเคราะห์ความพร้อมของเส้นทางท่องเที่ยว จะช่วยให้พื้นที่สามารถวางแผนเชิงรุกมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือรากฐานของการสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างแท้จริง

บทสรุป
การฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวหลังภัยพิบัติต้องอาศัย ความร่วมมือ–การสื่อสารโปร่งใส–กลยุทธ์การตลาดที่ถูกจังหวะ–และความเข้าใจในชุมชนท่องเที่ยว เมื่อภาคใต้เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2568 การวางแผนฟื้นตัวอย่างมีโครงสร้าง จะทำให้ภูมิภาคสามารถกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวหลักของประเทศได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
เรียบเรียงบทความโดย : ดร.ธนวัฒน์ เพชรพันธ์ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
📚 แหล่งอ้างอิง (References)
- Becken, S. (2021). Resilient Tourism: Adapting to Climate Change and Natural Disasters. Journal of Sustainable Tourism, 29(4), 568–586.
- Beirman, D. (2020). Tourism Crisis Management: Responding to and Recovering from Crises and Disasters. Sage Publications.
- Faulkner, B. (2001). Towards a framework for tourism disaster management. Tourism Management, 22(2), 135–147.
- Henderson, J. C. (2021). Crisis marketing and the rebuilding of tourism destinations after disasters. Tourism Management Perspectives, 39, 100–110.
- Kim, S., & Park, M. (2022). Post-flood recovery strategies for coastal tourism businesses. Annals of Tourism Research, 94, 103–120.
- OECD. (2021). Tourism Policy Responses to COVID-19 and Future Resilience Measures. OECD Publishing.
- Ritchie, B. W. (2004). Chaos, crises and disasters: A strategic approach to crisis management in the tourism industry. Tourism Management, 25(6), 669–683.
- Tsai, C.-H., & Chen, P. (2021). Community-based tourism resilience and post-disaster learning in Asia. Asia Pacific Journal of Tourism Research, 26(8), 765–782.
- UNWTO (UN Tourism). (2020). Tourism Crisis Recovery Guidelines. Madrid: UNWTO.
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.). (2567). รายงานสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้และแนวทางฟื้นฟูพื้นที่. กระทรวงมหาดไทย.
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (2566). แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยเพื่อรองรับภัยพิบัติ และ Climate Adaptation. กรุงเทพฯ: ททท.